มิจฉาชีพในยุคดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่แค่การหลอกลวงหน้าตรง แต่แฝงตัวมาในรูปแบบข้อความ ลิงก์ โปรไฟล์ปลอม และแม้แต่เสียงโทรศัพท์ที่ฟังดูน่าเชื่อถือ ทำให้ทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ไม่ว่าจะระมัดระวังแค่ไหน บทความนี้รวบรวม 10 รูปแบบกลโกงมิจฉาชีพออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุด พร้อม 5 วิธีเช็กเบอร์แปลกและคำตอบข้อสงสัยยอดฮิต เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองก่อนสายเกินแก้
10 รูปแบบกลโกงออนไลน์ ให้โอนเงินที่พบได้บ่อยที่สุด
มิจฉาชีพออนไลน์พัฒนากลยุทธ์การหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับกระแสสังคมและความเชื่อของแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่การชักชวนลงทุนผลตอบแทนสูง ไปจนถึงการปลอมตัวเป็นคนใกล้ชิดเพื่อขอยืมเงิน ต่อไปนี้คือกลโกงมิจฉาชีพที่พบรายงานความเสียหายมากที่สุดในปัจจุบัน พร้อมคำอธิบายและตัวอย่างสถานการณ์จริงของแต่ละรูปแบบ
1. หลอกลงทุนผลตอบแทนสูง
มิจฉาชีพจะสร้างเพจหรือโปรไฟล์ปลอมอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พร้อมโชว์ผลกำไรย้อนหลังที่ดูน่าเชื่อถือเพื่อชักชวนให้ร่วมลงทุน ในช่วงแรกเหยื่อมักจะได้กำไรจริงเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อสร้างความไว้ใจ ก่อนจะชักชวนให้ลงทุนเงินก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้และผู้ดูแลเพจหายตัวไปทันที ตัวอย่างเช่น กลุ่มไลน์ที่มีการปลอมภาพหน้าจอกำไรและใช้บัญชีม้าเป็นตัวแทนรับโอนเงินจากเหยื่อหลายราย
2. หลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์
คนร้ายจะสร้างเพจขายสินค้าราคาถูกผิดปกติ เช่น มือถือ กระเป๋าแบรนด์เนม หรือสินค้าลดราคาช่วงเทศกาล เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อโอนเงินก่อนได้รับสินค้า เมื่อโอนเงินแล้วมักจะบล็อกช่องทางติดต่อทันทีหรือส่งของปลอมมาให้ ปัจจุบันกลโกงลักษณะนี้ยังคงเป็นรูปแบบการโกงออนไลน์ที่มีรายงานความเสียหายมากที่สุดในแต่ละสัปดาห์ตามสถิติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือเลือกซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบชำระเงินปลายทางหรือระบบคุ้มครองผู้ซื้อเท่านั้น
3. หลอกให้กู้เงินผ่านแอปเงินกู้เถื่อน

มิจฉาชีพจะโฆษณาแอปพลิเคชันกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ผ่าน SMS หรือโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย เมื่อเหยื่อดาวน์โหลดแอปและกรอกข้อมูลส่วนตัวแล้ว มักจะถูกเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมล่วงหน้า” ก่อนได้รับเงินกู้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีเงินกู้ก้อนใดโอนมาให้เลย นอกจากนี้แอปเงินกู้เถื่อนบางรายยังขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อในเครื่องเพื่อใช้ข่มขู่ทวงหนี้ในภายหลัง จึงควรเลือกใช้บริการสินเชื่อจากผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
4. หลอกให้ทำงานออนไลน์ รับค่าคอมมิชชัน
ชักชวนผ่านข้อความหรือโฆษณาให้ทำภารกิจง่ายๆ เช่น กดไลก์ กดติดตาม หรือรีวิวสินค้า โดยอ้างว่าจะได้ค่าตอบแทนทันที ในช่วงแรกเหยื่อจะได้รับเงินจริงจำนวนเล็กน้อยเพื่อสร้างความเชื่อใจ ก่อนจะถูกชักชวนให้ “สำรองเงิน” เพื่อทำภารกิจที่ได้ค่าคอมมิชชันสูงขึ้น ซึ่งเมื่อโอนเงินสำรองไปแล้วจะไม่สามารถถอนเงินคืนได้อีกเลย ตัวอย่างเช่น แก๊งหลอกทำงานผ่าน Telegram ที่ให้เหยื่อกดรีวิวโรงแรมปลอมแล้วค่อย ๆ เพิ่มยอดเงินสำรองจนสูญเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
5. หลอกให้รู้สึกดี ก่อนอ้างเหตุฉุกเฉิน
มิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์ปลอมที่ดูดีบนแอปหาคู่หรือโซเชียลมีเดีย ทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนเพื่อสร้างความไว้ใจ ก่อนจะอ้างเหตุฉุกเฉิน เช่น ญาติป่วยหนัก ธุรกิจมีปัญหา หรือถูกกักตัวที่สนามบิน เพื่อขอให้เหยื่อโอนเงินช่วยเหลือ กลโกงนี้มักใช้เวลานานและอาศัยความผูกพันทางอารมณ์เป็นเครื่องมือหลัก ทำให้เหยื่อจำนวนมากสูญเงินซ้ำหลายครั้งโดยไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก
6. แอบอ้างเป็นหน่วยงานราชการหรือคอลเซ็นเตอร์

คนร้ายจะโทรศัพท์หรือส่งข้อความแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ธนาคาร หรือกรมสรรพากร แจ้งว่าเหยื่อพัวพันกับคดีความหรือมีหนี้ภาษีค้างชำระ เพื่อสร้างความตกใจและเร่งรัดให้โอนเงินตรวจสอบภายในเวลาอันสั้น รูปแบบนี้ยังคงเป็นหนึ่งในกลโกงออนไลน์ที่สร้างความเสียหายสูงสุดในภาพรวม เนื่องจากใช้ความกลัวเป็นแรงกดดันหลักและมักตัดขาดเหยื่อจากการปรึกษาคนรอบข้างระหว่างสนทนา
7. หลอกให้เป็นบัญชีม้ารับโอนเงิน
มิจฉาชีพจะชักชวนให้เหยื่อเปิดบัญชีธนาคารใหม่หรือให้ยืมบัญชีเดิมเพื่อรับโอนเงิน แลกกับค่าตอบแทนรายเดือน โดยอ้างว่าเป็นบัญชีรับเงินจากธุรกิจถูกกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงบัญชีเหล่านี้ถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อรายอื่น หากถูกจับได้ เจ้าของบัญชีอาจต้องร่วมรับผิดทางกฎหมายฐานฟอกเงินแม้จะอ้างว่าไม่รู้เห็นก็ตาม จึงไม่ควรให้ยืมบัญชีธนาคารหรือเปิดบัญชีให้บุคคลอื่นใช้งานเด็ดขาด
8. แฮกโซเชียลมีเดียขอยืมเงินเพื่อน
คนร้ายจะแฮกหรือปลอมบัญชี Facebook, Line ของคนที่เหยื่อรู้จัก แล้วส่งข้อความขอยืมเงินด่วนโดยอ้างเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุหรือของหาย เนื่องจากข้อความมาจากบัญชีคนคุ้นเคย เหยื่อจึงมักโอนเงินให้ทันทีโดยไม่ทันตรวจสอบ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือโทรศัพท์คุยสดกับเจ้าของบัญชีตัวจริงก่อนโอนเงินทุกครั้ง เพราะข้อความในแชทสามารถปลอมแปลงหรือถูกแฮกได้ง่ายกว่าที่คิด
9. ส่ง SMS หรือลิงก์ฟิชชิ่งขอข้อมูลส่วนตัว
มิจฉาชีพจะส่ง SMS หรืออีเมลปลอมที่มีลิงก์คล้ายเว็บไซต์ธนาคารหรือหน่วยงานราชการ หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประชาชน รหัสผ่าน หรือ OTP เพื่อนำไปใช้เข้าถึงบัญชีธนาคารหรือแอปพลิเคชันทางการเงินของเหยื่อ บางกรณีลิงก์ปลอมยังแฝงมัลแวร์ที่ติดตั้งลงในเครื่องโดยอัตโนมัติเมื่อกดเข้าไป ทำให้คนร้ายสามารถควบคุมหน้าจอมือถือและโอนเงินออกจากบัญชีได้โดยตรง ควรตรวจสอบ URL ให้ละเอียดทุกครั้งและไม่กรอกข้อมูลสำคัญผ่านลิงก์ที่ได้รับทาง SMS เด็ดขาด
10. หลอกให้กดรับรางวัลหรือประมูลทิพย์
แจ้งว่าเหยื่อถูกรางวัลหรือชนะการประมูลสินค้าราคาถูกโดยไม่ได้สมัครล่วงหน้า แล้วหลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียมหรือค่าจัดส่งก่อนได้รับของรางวัล ซึ่งเมื่อโอนเงินไปแล้วมักจะมีข้ออ้างให้โอนเพิ่มอีกหลายรอบ เช่น อ้างว่าเอกสารผิดพลาดหรือต้องชำระภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ก่อนที่เพจหรือบัญชีผู้ขายจะปิดหนีไปในที่สุด รูปแบบนี้มักระบาดหนักในช่วงเทศกาลเนื่องจากผู้คนมีความต้องการซื้อของขวัญราคาประหยัดมากขึ้น
5 วิธีเช็กเบอร์แปลก เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ

การตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ก่อนรับสายหรือโทรกลับเป็นด่านแรกที่ช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเบอร์ต้องสงสัยส่วนใหญ่มักถูกรายงานจากผู้เสียหายรายอื่นมาก่อนแล้ว ต่อไปนี้คือวิธีเช็กเบอร์แปลกที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว
1. ใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบเบอร์ต้องสงสัย
แอปอย่าง Whoscall สามารถแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่เคยถูกรายงานว่าเป็นมิจฉาชีพหรือคอลเซ็นเตอร์ โดยระบบจะแสดงชื่อหรือประเภทของเบอร์นั้นบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนที่จะตัดสินใจรับสาย ช่วยลดความเสี่ยงในการรับสายจากมิจฉาชีพได้อย่างมาก โดยเฉพาะเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยรหัสประเทศแปลก ๆ ซึ่งมักเป็นเบอร์จากขบวนการหลอกลวงข้ามประเทศ
2. ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ผ่าน Google
เพียงพิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ลงในช่องค้นหา Google ก็มักจะพบรายงานหรือกระทู้จากผู้ที่เคยได้รับสายจากเบอร์เดียวกัน หากพบว่ามีผู้แจ้งเตือนว่าเป็นเบอร์หลอกลวงหรือคอลเซ็นเตอร์ปลอมจำนวนมาก ควรหลีกเลี่ยงการรับสายหรือโทรกลับไปยังเบอร์นั้นทันที วิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีแต่ช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง
3. แจ้งตรวจสอบกับเครือข่ายมือถือโดยตรง
คุณสามารถแจ้งเบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพกับเครือข่ายมือถือที่ใช้งานได้ทันทีหลังวางสาย โดยแต่ละค่ายมีบริการเฉพาะดังนี้
- ผู้ใช้ AIS สามารถแจ้งเบอร์ต้องสงสัยได้ที่สายด่วน *1185#
- ผู้ใช้ true และ dtac สามารถตรวจสอบได้โดย กด *9777# โทรออกเพื่อแจ้งเบอร์ต้องสงสัย หรือพิมพ์ 9777ตามด้วยเบอร์มิจฉาชีพ# แล้วโทรออก
เครือข่ายมือถือแต่ละค่ายมีฐานข้อมูลเบอร์ต้องสงสัยของตนเองและสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ว่าเบอร์ดังกล่าวเคยถูกรายงานหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถขอให้บล็อกเบอร์ดังกล่าวไม่ให้โทรเข้ามาซ้ำได้อีกด้วย
4. ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์หน่วยงานราชการ
ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และตำรวจไซเบอร์มีช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนตรวจสอบและแจ้งเบอร์ต้องสงสัยได้โดยตรง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้ในการติดตามและดำเนินคดีกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ การตรวจสอบผ่านช่องทางราชการมีความน่าเชื่อถือสูงเนื่องจากอ้างอิงจากคดีที่มีการแจ้งความจริง ไม่ใช่เพียงความคิดเห็นของผู้ใช้งานทั่วไป
5. อย่าเชื่อ Caller ID ให้โทรกลับด้วยเบอร์ทางการเท่านั้น
มิจฉาชีพสามารถปลอมแปลงหมายเลขที่แสดงบนหน้าจอ (Caller ID Spoofing) ให้ดูเหมือนเป็นเบอร์จริงของธนาคารหรือหน่วยงานราชการได้ ดังนั้นแม้เบอร์ที่โทรเข้ามาจะดูคุ้นตา ก็ไม่ควรเชื่อทันที หากมีข้อสงสัยควรวางสายแล้วค้นหาเบอร์ทางการจากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของหน่วยงานนั้นด้วยตัวเองแล้วโทรกลับไปสอบถามอีกครั้งเสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมิจฉาชีพ
1. หากโอนเงินให้มิจฉาชีพไปแล้ว มีโอกาสได้เงินคืนหรือไม่?
มีโอกาสได้เงินคืนหากแจ้งเรื่องอย่างรวดเร็ว เนื่องจากธนาคารสามารถระงับหรืออายัดบัญชีปลายทางได้ทันทีหากเงินยังไม่ถูกโอนต่อออกไป ควรโทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 และธนาคารต้นทางทันทีที่รู้ตัวว่าถูกหลอก พร้อมเตรียมหลักฐานการโอนเงินและข้อมูลของมิจฉาชีพให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตามยิ่งแจ้งช้าเท่าไร โอกาสอายัดเงินคืนก็ยิ่งลดลง เพราะเงินอาจถูกโยกออกไปยังบัญชีอื่นหรือถอนเป็นเงินสดไปแล้ว
2. จะรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์บัญชีหรือเบอร์โทรศัพท์นั้นเป็นของมิจฉาชีพ?
สามารถตรวจสอบได้จากหลายช่องทาง เช่น ค้นหาเบอร์หรือเลขบัญชีผ่าน Google เพื่อดูรายงานจากผู้เสียหายรายอื่น ใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบเบอร์อย่าง Whoscall หรือแจ้งตรวจสอบกับเครือข่ายมือถือและหน่วยงานราชการโดยตรง แม้จะไม่มีวิธีใดรับประกันความแม่นยำได้ 100% แต่การตรวจสอบก่อนโอนเงินทุกครั้งจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. เพราะเหตุใดมิจฉาชีพจึงมักเร่งรัดให้ตัดสินใจเร็ว?
เพราะความเร่งด่วนเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปิดกั้นการคิดวิเคราะห์ของเหยื่อ เมื่อรู้สึกตกใจกลัวหรือกลัวพลาดโอกาส สมองจะมีแนวโน้มตัดสินใจตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล มิจฉาชีพจึงมักกำหนดเวลาจำกัดสั้น ๆ เช่น 15-30 นาที เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาปรึกษาคนรอบข้างหรือตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนโอนเงิน
ทำธุรกรรมอย่างปลอดภัย ห่างไกลจากมิจฉาชีพเมื่อเลือกกู้เงินกับ FINNIX
ท่ามกลางกลโกงมิจฉาชีพที่หลากหลายและแนบเนียนขึ้นทุกวัน การเลือกผู้ให้บริการทางการเงินที่มีใบอนุญาตถูกต้องและตรวจสอบตัวตนได้จริงจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญ FINNIX ดำเนินการอย่างโปร่งใสทุกขั้นตอน ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้า สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์สินเชื่อของ FINNIX เพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ หรือคลิก ดาวน์โหลดเลย
(กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | ดอกเบี้ย 33% ต่อปี)
