ปัญหาข้าวยากหมากแพงกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ พฤติกรรมการใช้เงินในอดีตที่เคยจับจ่ายตามใจชอบอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป การออมกลายเป็นทักษะสำคัญในการเอาตัวรอดเพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์
บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึก 6 เทคนิคการออมเงินที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยกู้คืนสภาพคล่อง และสร้างเกราะกำบังทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับตัวคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
การออมเงิน
การออม หมายถึง การจัดสรรรายรับหรือส่วนของรายได้ในปัจจุบันที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคแล้ว นำมาเก็บสะสมไว้ทีละเล็กละน้อยเพื่อวัตถุประสงค์ในการเอาไว้ใช้จ่ายในอนาคต ลักษณะของการออมเงินที่ดีคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง มีสม่ำเสมอ และมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน การออมเพื่อซื้อสินทรัพย์ หรือการออมเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณอายุ
ความสำคัญของการออมเงิน
ความสำคัญของการออม คือ การสร้าง”ความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย” คนที่มีเงินสำรองเลี้ยงชีพจะมีความเครียดและวิตกกังวลต่อความผันผวนของชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีเงินเก็บเลย นอกจากนี้ในแง่ของโครงสร้างชีวิต การออมเงินยังช่วยเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจและการเลือกโอกาสที่ดีกว่าให้กับตนเอง เช่น มีทุนในการเปลี่ยนงาน มีเงินก้อนไปลงทุนต่อยอด หรือสามารถรับมือกับค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยได้ เป็นต้น
หลักการออมเงินสากล 50/30/20

หากคุณรู้สึกว่าการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมันยุ่งยากเกินไปจนล้มเลิกไปหลายครั้ง ลองเปลี่ยนมาใช้สูตรการบริหารเงินที่เป็นระบบสากลและเข้าใจง่ายที่สุดอย่าง “กฎเหล็ก 50-30-20” หลักการนี้ คือการแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ตะกร้าอย่างชัดเจน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขไปพร้อมๆ กับการสร้างอนาคตทางการเงินที่มั่นคง โดยมีรายละเอียดดังนี้
- 50% สำหรับความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (Needs) เงินครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ต้องถูกจัดสรรไว้สำหรับสิ่งที่เป็น “ของจำเป็น” เพื่อการดำรงชีวิตจริง ๆ หากขาดสิ่งเหล่านี้ไปจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตทันที เช่น ค่าผ่อนบ้าน/ค่าเช่าห้อง ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาหารหลักในแต่ละวัน และยอดชำระหนี้ การควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ให้เกิน 50% จะช่วยลดความตึงเครียดทางการเงินได้อย่างมาก
- 30% สำหรับความต้องการส่วนตัวและไลฟ์สไตล์ (Wants) เงินส่วนนี้คือรางวัลชีวิตที่ช่วยให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไม่น่าเบื่อ เป็นสิ่งที่ “มีก็ดี ไม่มีก็ได้” ไม่ส่งผลต่อการรอดชีวิต แต่ส่งผลต่อความสุขทางใจ เช่น ค่าออกไปทานอาหารนอกบ้าน ค่าตั๋วคอนเสิร์ต ทริปท่องเที่ยวต่างจังหวัด รวมถึงการช้อปปิ้งเสื้อผ้าแฟชั่นและการสมัครบริการสตรีมมิ่ง (เช่น Netflix, Spotify) ข้อดีของสูตรนี้คือคุณสามารถใช้เงิน 30% นี้ได้เต็มที่โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
- 20% สำหรับเงินออมและการลงทุน เงินส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเปลี่ยนสถานะทางการเงินของคุณในอนาคต เป็นเงินที่คุณต้อง “หักดิบ” เก็บไว้ทันทีที่เงินเดือนออกก่อนที่จะนำไปใช้ในส่วนอื่นๆ
6 เทคนิคการออมเงิน ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ทฤษฎี 50-30-20 อาจยังไม่พอหากขาด “ภาคปฏิบัติ” เพราะพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้แผนการเงินสำเร็จหรือล้มเหลว 6 เทคนิคกลยุทธ์ที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณให้เป็นคนเงินออมหลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่คุณไม่รู้สึกอึดอัดหรือทรมานตัวเองจนเกินไป
1. ตั้งเป้าหมายการออมให้ชัดเจน
การออมเงินแบบไม่มีจุดหมาย เปรียบเหมือนการขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่มีปักหมุด GPS สุดท้ายเงินนั้นก็มักจะถูกดึงไปใช้กับสิ่งอื่น ดังนั้นคุณควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและวัดผลได้ โดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายการออม เช่น แทนที่จะตั้งเป้ากว้างๆ ว่า “อยากเก็บเงิน” ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันจะเก็บเงินดาวน์รถยนต์จำนวน 100,000 บาท ให้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี” เป้าหมายที่จับต้องได้และมีกรอบเวลาชัดเจนเช่นนี้ จะสร้างแรงผลักดันและช่วยให้เราคำนวณได้ว่าต้องออมเงินเดือนละประมาณ 4,200 บาท ซึ่งทำให้แผนงานเป็นจริงได้ง่ายขึ้น
2. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้เหลือแล้วค่อยออม
พฤติกรรมทางการเงินของคนส่วนใหญ่คือ “รายได้ – รายจ่าย = เงินออม” ซึ่งผลลัพธ์มักจะลงเอยด้วยการไม่มีเงินเหลือให้ออม
สมการที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงิน คือ “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” ทันทีที่เงินเดือนหรือรายได้โอนเข้าบัญชี ให้ทำการหักเงิน 10-20% แยกออกไปไว้อีกบัญชีหนึ่งทันที (บัญชีที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็มและไม่มีแอปพลิเคชันบนมือถือยิ่งดี) แล้วจึงใช้จ่ายเฉพาะเงินส่วนที่เหลือ การทำเช่นนี้เป็นการบังคับตัวเองให้ปรับตัวเข้ากับวงเงินที่เหลืออยู่ และรับประกันว่าในแต่ละเดือนคุณจะมีเงินออมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
3. เปิดบัญชีฝากประจำหรือออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง
ปัจจุบันมีบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัล (Digital Banking) หลายธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% – 2% ต่อปี โดยไม่มีเงื่อนไขยุ่งยาก หรือคุณอาจเลือกเปิดบัญชี “ฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน” ที่ต้องฝากเงินจำนวนเท่ากันทุกๆ เดือน วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เงินออมเติบโตเร็วขึ้นจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น แต่ยังเป็นการสร้างวินัยในการออมเงินที่เข้มงวดให้กับตนเองอีกด้วย
4. ใช้แอปพลิเคชันช่วยออมเงินอัตโนมัติ
ในยุคดิจิทัล เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่พลังใจของตัวเองในการเก็บเงินเพียงอย่างเดียว การใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการ จะช่วยลดโอกาสเกิด “ความยับยั้งชั่งใจต่ำ” ได้เป็นอย่างดี
สามารถทำได้โดยการตั้งค่าระบบ “โอนเงินอัตโนมัติ (Auto-Transfer)” ในแอปพลิเคชันธนาคารของคุณ ให้ตัดเงินจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออมในวันที่เงินเดือนออกโดยตรง หรือใช้ฟีเจอร์ช่วยออมเงินต่างๆที่แอปมีอยู่ วิธีนี้ช่วยให้เก็บเงินได้โดยไม่รู้ตัวและสม่ำเสมอ
5. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างง่าย

การไม่รู้พฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง ทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาเงินรั่วไหลได้ การบันทึกรายรับ-รายจ่ายจึงเป็นตัวช่วยให้คุณมองเห็นการใช้จ่ายของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันการทำรายรับ-รายจ่ายไม่ได้ยากอย่างที่คิด คุณสามารถใช้แอปพลิเคชันบันทึกเงินออมยอดนิยม เป็นตัวช่วยในการสรุปยอดใช้จ่าย
สิ่งสำคัญคือการจัดหมวดหมู่รายจ่าย ให้เห็นชัดเจนว่าเงินหมดไปกับค่าอะไรมากที่สุด เช่น ค่ากิน, ค่าเดินทาง หรือค่าเสื้อผ้า เพื่อที่คุณจะได้อุดรอยรั่วในหมวดหมู่นั้นๆ ได้ตรงจุดในเดือนถัดไป
6. พกเงินสดจำกัด หรือตั้งวงเงินสแกนจ่ายรายวัน
ในยุคสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) การสแกนจ่ายผ่าน QR Code ทำให้เราจ่ายเงินง่ายขึ้น จนบางครั้งไม่รู้สึกถึงเม็ดเงินที่สูญเสียไป การจำกัดวงเงินจึงเป็นเทคนิคในการควบคุมตนเองให้เก็บออมได้ เช่น ตั้งวงเงินการใช้จ่ายสูงสุดต่อวันในแอปพลิเคชันธนาคารไว้ หรือใช้วิธีเปิดบัญชีแยกไว้สำหรับ “ใช้จ่ายรายสัปดาห์” แล้วโอนเงินเข้าบัญชีนั้นในจำนวนที่จำกัด เช่น สัปดาห์ละ 2,000 บาท หากใช้เงินส่วนนี้หมดก่อนสิ้นสัปดาห์ คุณจะต้องบังคับตัวเองให้ประหยัด วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เราเผลอใช้เงินล่วงหน้าจนกระทบกับเงินออม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออมเงิน
1. ควรแยกบัญชีเงินออมอย่างไรดี?
เพื่อป้องกันการสับสนและการดึงเงินออมมาใช้จ่ายโดยไม่รู้ตัว ควรแบ่งบัญชีออกเป็นอย่างน้อย 3 บัญชีหลักตามวัตถุประสงค์ ได้แก่
- บัญชีเพื่อใช้จ่ายและฉุกเฉินระยะสั้น มีสภาพคล่องสูง ถอนง่าย (ควรมีเงินสำรอง 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน)
- บัญชีเพื่อเป้าหมายระยะกลาง เช่น ทุนการศึกษา เงินดาวน์บ้าน/รถ หรือ เงินท่องเที่ยวประจำปี
- บัญชีการออมระยะยาว บัญชีออมเงินสำหรับวางแผนเกษียณ
2. ออมเงินแบบไหนดีที่สุดสำหรับมือใหม่?
สำหรับมือใหม่ วิธีการออมเงินแบบง่ายๆ คือ “การออมเงินผ่านบัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง” ควบคู่ไปกับการตั้งหักเงินออมอัตโนมัติ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำมาก เงินต้นไม่สูญหาย และเห็นตัวเลขดอกเบี้ยเติบโตอย่างชัดเจน ช่วยสร้างกำลังใจในการออมช่วงเริ่มต้นได้เป็นอย่างดี เมื่อเริ่มมีเงินก้อนและมีความรู้เพิ่มขึ้น จึงค่อยขยับขยายไปสู่การลงทุนประเภทอื่นๆ ต่อไป
หมุนเงินไม่ทันในวันฉุกเฉิน? ให้แอป FINNIX ช่วยดูแลสภาพคล่องอย่างปลอดภัย
แม้ว่าเราจะมีความตั้งใจและมีการวางแผนการออมเงินที่ดีเยี่ยมเพียงใด แต่จังหวะชีวิตของคนเราบางครั้งก็อาจเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน FINNIX (ฟินนิกซ์) แอปกู้เงินถูกกฎหมาย บริการเงินกู้ด่วนตลอด 24 ชั่วโมง อนุมัติไวสุดใน 5 วิ เลือกวงเงินและแผนจ่ายคืนได้ตามใจ ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย คลิก ดาวน์โหลดเลย
(กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | ดอกเบี้ย 33% ต่อปี)
